ตะแกรงอาร์ค (Arc Mesh) เป็นหนึ่งในประเภทของตะแกรงลวดที่ได้รับความนิยมในการใช้งานในหลายประเภทอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความแข็งแรงและความทนทานสูง เช่น การใช้ในการก่อสร้าง การสร้างกรงเหล็ก หรือการใช้งานในงานด้านการเกษตร เช่น การทำกรงเลี้ยงสัตว์ หรือกรงแมว เป็นต้น การผลิตตะแกรงอาร์คใช้กระบวนการเชื่อมแบบอาร์คไฟฟ้า ซึ่งทำให้ลวดที่เชื่อมติดกันแข็งแรงมากขึ้นและไม่สามารถม้วนเป็นวงกลมได้เหมือนตะแกรงประเภทอื่นๆ ซึ่งจุดเด่นของตะแกรงอาร์คคือการที่ลวดเชื่อมแน่นทุกจุดโดยไม่มีช่องว่างระหว่างลวดแต่ละเส้น ทำให้มันมีความทนทานต่อการดึงหรือแรงกดที่เกิดขึ้นในงานต่างๆ ได้ดี

คุณสมบัติเด่นของตะแกรงอาร์ค

ตะแกรงอาร์คจะมีคุณสมบัติที่สำคัญและแตกต่างจากตะแกรงลวดประเภทอื่นๆ ในหลายๆ ด้าน เช่น ความทนทาน ความแข็งแรง และลักษณะการผลิตที่ทำให้มันเหมาะสมกับการใช้งานในหลายๆ สถานการณ์ โดยตะแกรงอาร์คสามารถใช้ได้ทั้งในงานที่ต้องการความยืดหยุ่น เช่น กรงเหล็ก หรือการทำกรอบต่างๆ รวมถึงในงานที่ต้องการความแข็งแรงสูง เช่น การทำรั้วกั้น หรือกรงสัตว์ โดยทั่วไปแล้วตะแกรงอาร์คจะมีลวดที่มีความหนาและแข็งแรงซึ่งทำให้มันทนทานต่อการใช้งานที่หนักหน่วง

ลวดที่ใช้ในการผลิตตะแกรงอาร์ค

ในการผลิตตะแกรงอาร์คมีการเลือกใช้ลวดหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป เช่น ลวดเหล็กดำ (Mild Steel Wire), ลวดสเตนเลส (Stainless Steel Wire), และลวดชุบสังกะสี (Galvanized Steel Wire) ลวดเหล็กดำจะให้ความแข็งแรงสูงและมีราคาถูกที่สุด ซึ่งมักใช้ในงานทั่วไปที่ไม่ได้รับผลกระทบจากความชื้นหรือการกัดกร่อน ส่วนลวดชุบสังกะสีจะมีการเคลือบชั้นสังกะสีเพื่อป้องกันการเกิดสนิม ทำให้มันเหมาะสำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นหรือสารเคมีสูง และลวดสเตนเลสจะใช้ในงานที่ต้องการความทนทานต่อการกัดกร่อนที่สูง เช่น ในอุตสาหกรรมการเกษตรหรือในสภาพแวดล้อมที่มีความเค็มสูง เช่น ใกล้ทะเล หรือในโรงงานอุตสาหกรรม

ประเภทของปลายตะแกรงอาร์ค

การออกแบบปลายตะแกรงอาร์คมีความสำคัญมาก เนื่องจากการออกแบบปลายตะแกรงจะส่งผลต่อความสะดวกในการติดตั้งและการใช้งาน ในการผลิตตะแกรงอาร์คสามารถเลือกได้ระหว่าง ปลายเปิด (Open Ended) และ ปลายปิด (Closed Ended) ซึ่งทั้งสองประเภทมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป

  1. ปลายเปิด (Open Ended): ปลายของตะแกรงอาร์คที่มีลวดยื่นออกมาจากทั้ง 4 ด้าน จะทำให้ช่างสามารถตัดหรือเล็มปลายลวดให้พอดีกับขนาดของกรอบหรือโครงเหล็กที่มีอยู่ได้ตามต้องการ จุดเด่นของตะแกรงอาร์คปลายเปิดคือความยืดหยุ่นในการปรับขนาด ซึ่งทำให้สะดวกในการติดตั้งและใช้งานโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าขนาดของตะแกรงจะไม่พอดีกับขนาดของกรอบ
  2. ปลายปิด (Closed Ended): ในทางตรงกันข้าม ปลายตะแกรงที่มีการตัดขอบให้เรียบร้อยจะไม่มีลวดยื่นออกมา ทำให้ตะแกรงนั้นเหมาะสมกับการใช้งานที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น กรอบที่มีขนาดพอดีเฉพาะ หรือกรงที่ต้องการให้ตะแกรงติดตั้งอย่างแน่นหนาและพอดีกับขนาดของโครงที่ออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจง ในการผลิตตะแกรงประเภทนี้จะต้องมีการวัดขนาดให้ละเอียดรอบด้าน ซึ่งการวัดนี้ต้องคำนึงถึงทั้ง 8 จุดในกรอบ (ทั้ง 4 ด้านและ 4 มุม) เพื่อให้สามารถเชื่อมได้อย่างพอดี โดยไม่เกิดความผิดพลาดที่อาจทำให้การติดตั้งไม่ได้ผล

ขนาดและความยาวของตะแกรงอาร์ค

เมื่อพูดถึงการสั่งผลิตตะแกรงอาร์ค ขนาดของตะแกรงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะการขนส่งตะแกรงที่มีขนาดใหญ่มากเกินไปอาจทำให้เกิดความยุ่งยากในด้านโลจิสติกส์ โดยปกติแล้วการขนส่งตะแกรงจะใช้พื้นที่ในกระบะรถเป็นหลัก ขนาดมาตรฐานที่นิยมกันคือ 150 เซนติเมตร x 150 เซนติเมตร (1.5 เมตร x 1.5 เมตร) แต่หากขนาดไม่พอ ก็สามารถเพิ่มความยาวได้อีก 30-50 เซนติเมตร เช่น 150 x 200 เซนติเมตร หรือ 150 x 250 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของรถที่ใช้ในการขนส่ง

การเผื่อขนาดในกรณีนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะการเผื่อขนาดให้มากกว่าที่วัดไว้เพียงเล็กน้อย เช่น การเผื่อประมาณ 0.5 เซนติเมตร หรือ 1-2 เซนติเมตร จะช่วยให้สามารถติดตั้งได้สะดวกขึ้น หากขนาดเกินไปก็สามารถตัดเล็มให้พอดีได้ แต่ถ้าขาดขนาดไปแล้วจะไม่สามารถทำการติดตั้งได้อย่างสมบูรณ์

ราคาและการคำนวณราคาของตะแกรงอาร์ค

ราคาของตะแกรงอาร์คจะคำนวณเป็นราคาต่อพื้นที่ (ต่อตารางเมตร) ซึ่งมีช่วงราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 120 บาทต่อตารางเมตร ไปจนถึงสูงสุดที่ประมาณ 3,500 บาทต่อตารางเมตร ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาดของลวดที่ใช้ในการผลิต ความหนาของลวด และขนาดของตา เช่น ขนาดตา 3/4 นิ้ว, 1 นิ้ว, 1 1/8 นิ้ว, 1 1/4 นิ้ว, 1 1/2 นิ้ว, 2 นิ้ว, 2 1/2 นิ้ว, 3 นิ้ว, และ 4 นิ้ว รวมถึงการผลิตตาในลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งมีราคาที่สูงกว่าตาแบบวงกลมหรือสี่เหลี่ยม

นอกจากนี้ ขนาดลวดที่ใช้ก็มีความสำคัญในเรื่องของราคา โดยทั่วไปแล้วจะมีลวดตั้งแต่เบอร์ 11 (2.9-3.0 มิลลิเมตร) ไปจนถึงเบอร์ 4 (5.8-6.0 มิลลิเมตร) ซึ่งการเลือกขนาดลวดที่เหมาะสมกับการใช้งานจะช่วยให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า

ข้อจำกัดในการใช้งานและการเลือกขนาดที่เหมาะสม

การเลือกขนาดของตะแกรงอาร์คให้เหมาะสมกับการใช้งานก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก โดยความสูงของตะแกรงอาร์คไม่ควรเกิน 1.5 เมตร และความยาวไม่ควรเกิน 2 เมตร เพราะหากขนาดเกินกว่านี้อาจทำให้การใช้งานไม่สะดวกและเกิดความยุ่งยากในการติดตั้งได้ การคำนึงถึงขนาดที่เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้งานตะแกรงอาร์คอย่างมีประสิทธิภาพ

สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดสินค้าหรือราคาสินค้าเพิ่มเติ่ม
ติดต่อเบอร์: 086-332-3030(คุณปุ๊ก) , 02-006-3442 (ออฟฟิต)
Line ID: @ab99
Facebook: บ. แสนดีเด่น สตีล จำกัด

อัปเดตเมื่อวันที่ 13/11/67 เวลา 13.57 น.

Similar Posts